การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

โดยพิจารณาทั้งผลกระทบที่กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจของเครือฯ อาจมีต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้คน และสิทธิมนุษยชน ตลอดจนความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงาน ความต่อเนื่องทางธุรกิจ ต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงตลาด และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย
เครือฯ ประยุกต์ใช้แนวทาง Double and Dynamic Materiality โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากบริบททางธุรกิจ ห่วงโซ่คุณค่า การบริหารความเสี่ยงขององค์กร ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย และแนวโน้มด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผลการประเมินสะท้อนทั้งประเด็นที่มีความสำคัญในปัจจุบันและประเด็นที่อาจมีนัยสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต
ผลการประเมินฯ นำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดกลยุทธ์ การบริหารผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาส การจัดลำดับความสำคัญของแผนงาน ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อสนับสนุนการสร้างคุณค่าที่สมดุลให้แก่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร
Double and Dynamic Materiality Assessment

Double Materiality: การพิจารณาความสำคัญในสองมิติ
แนวทาง Double Materiality ช่วยให้เครือฯ พิจารณาประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนจากสองมุมมองที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ผลกระทบที่เกิดจากธุรกิจต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่ประเด็นด้านความยั่งยืนอาจมีต่อธุรกิจ
ผลกระทบจากธุรกิจต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม
Impact Materiality
เครือฯ พิจารณาว่ากิจกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจอาจสร้างผลกระทบเชิงบวกหรือเชิงลบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้คน และสิทธิมนุษยชนอย่างไร
การวิเคราะห์ครอบคลุมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนผลกระทบที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในส่วนต่าง ๆ ของห่วงโซ่คุณค่า
ผลกระทบจากประเด็นด้านความยั่งยืนต่อธุรกิจ
Financial Materiality
เครือฯ พิจารณาว่าความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนอาจส่งผลต่อการดำเนินงาน ต้นทุน การลงทุน ความพร้อมของทรัพยากร การเข้าถึงตลาด ความสามารถในการแข่งขัน ความต่อเนื่องของห่วงโซ่คุณค่า และการสร้างคุณค่าในระยะยาวอย่างไร
การพิจารณาทั้งสองมิติช่วยให้เครือฯ สามารถจัดลำดับและบริหารประเด็นด้านความยั่งยืนได้อย่างสมดุล โดยคำนึงถึงทั้งความรับผิดชอบต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับความเสี่ยงและโอกาสที่อาจส่งผลต่อองค์กร
Dynamic Materiality: การติดตามความสำคัญของประเด็นที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา
เครือฯ ตระหนักว่าระดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืนไม่ได้คงที่ แต่สามารถเพิ่มขึ้น ลดลง หรือกลายเป็นประเด็นใหม่ได้ตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎระเบียบ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียและนักลงทุน เทคโนโลยี แนวโน้มตลาด ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติ ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนบริบทการดำเนินธุรกิจของเครือฯ
เครือฯ จึงนำแนวทาง Dynamic Materiality มาใช้เพื่อพิจารณาว่าผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสของแต่ละประเด็นอาจเปลี่ยนแปลงอย่างไรในสามช่วงเวลา ได้แก่
แนวทางดังกล่าวช่วยให้เครือฯ มองเห็นทั้งประเด็นที่มีนัยสำคัญในปัจจุบัน และประเด็นที่อาจส่งผลต่อผู้มีส่วนได้เสีย ห่วงโซ่คุณค่า การบริหารความเสี่ยง และการสร้างคุณค่าขององค์กรในอนาคต เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
กระบวนการประเมิน ปี 2568
ในปี 2568 การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนดำเนินการผ่าน 5 ขั้นตอน เพื่อให้ผลลัพธ์มีข้อมูลรองรับ สะท้อนมุมมองของผู้มีส่วนได้เสีย และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้จริง

เครือฯ เริ่มต้นกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนด้วยการวิจัยชั้นทุติยภูมิ เพื่อทบทวนประเด็นด้านความยั่งยืนที่ได้รับความสนใจจากองค์กรและเครือข่ายด้านความยั่งยืนระดับสากล รวมถึงข้อกำหนด กฎหมาย มาตรฐาน และกรอบการรายงานด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ถูกนำมาใช้ประกอบการจัดทำฐานประเด็นด้านความยั่งยืนประจำปี สำหรับปี 2568 มีประเด็นฯ จำนวนทั้งหมด 128 ประเด็น
สำหรับแต่ละประเด็น เครือฯ พิจารณาความเกี่ยวข้องกับบริบทการดำเนินธุรกิจ ห่วงโซ่คุณค่า ผลกระทบหลัก และความเชื่อมโยงกับมูลค่าองค์กร เพื่อระบุผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาส หรือ Impact, Risk และ Opportunity (IRO) ทั้งนี้ การทบทวนบริบทภายนอก แนวโน้มด้านความยั่งยืน กฎระเบียบ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ยังช่วยให้เครือฯ สามารถพิจารณาประเด็นที่อาจเปลี่ยนระดับนัยสำคัญตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสนับสนุนการประเมินในมิติ Dynamic Materiality

เครือฯ ประเมินความเกี่ยวข้องของแต่ละประเด็นเข้ากับกลุ่มธุรกิจของเครือฯ โดยพิจารณาว่าแต่ละประเด็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ห่วงโซ่คุณค่า ความเสี่ยง โอกาส และความสามารถในการบริหารจัดการของแต่ละกลุ่มธุรกิจในระดับใด นอกจากนี้ ยังได้ทำการรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมการบริหารความยั่งยืน ซึ่งข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะช่วยให้เครือฯ สามารถพิจารณาประเด็นด้านความยั่งยืนจากมุมมองของธุรกิจได้ชัดเจน และสอดรับกับทิศทางการเติบโตขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น
เครือฯ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 11 กลุ่มเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2568 ได้เพิ่มคำถามเกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน เพื่อรับฟังมุมมอง ความคาดหวัง และข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสียต่อแต่ละประเด็น ข้อมูลที่ได้รับถูกนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลเชิงธุรกิจและบริบทภายนอก เพื่อให้การจัดลำดับความสำคัญของประเด็นสะท้อนทั้งประเด็นที่มีนัยต่อเครือฯ และประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญ
ภายหลังจากการรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยชั้นทุติยภูมิ การประเมินความเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจ และการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย เครือฯ ได้นำประเด็นด้านความยั่งยืนทั้งหมด 128 ประเด็นมาวิเคราะห์และให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดภายใต้แนวคิด Double Materiality
โดยพิจารณาทั้งมิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสีย หรือ Impact Materiality ควบคู่กับมิติผลกระทบที่ประเด็นด้านความยั่งยืนอาจมีต่อการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยง โอกาส ต้นทุน ความต่อเนื่องของห่วงโซ่คุณค่า และการสร้างคุณค่าของเครือฯ หรือ Financial Materiality นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังพิจารณาบริบทภายนอกและแนวโน้มที่อาจทำให้ระดับนัยสำคัญของแต่ละประเด็นเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต เพื่อให้การจัดลำดับความสำคัญสะท้อนทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและประเด็นที่อาจมีนัยเพิ่มขึ้นตามแนวคิด Dynamic Materiality ผลจากการวิเคราะห์ดังกล่าวถูกนำมาใช้จัดลำดับและสรุปเป็นประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนจำนวน 23 ประเด็น ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการทวนสอบความโปร่งใส และครบถ้วนโดยองค์กรอิสระภายนอก
คณะกรรมการบริหารความยั่งยืนมีหน้าที่ในการทบทวนผลของการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน และผลจากการทวนสอบโดยองค์กรอิสระภายนอก ก่อนจะนำไปรายงานให้้คณะกรรมการบริหารได้รับทราบและเห็นชอบก่อนการเปิดเผย
การระบุผลกระทบ ความเสี่ยง โอกาส และการพึ่งพา
หลังจากรวบรวมและจัดทำฐานประเด็นด้านความยั่งยืน เครือฯ ได้ระบุผลกระทบ ความเสี่ยง โอกาส และการพึ่งพา หรือ Impacts, Risks, Opportunities and Dependencies: IROs ของแต่ละประเด็น
การวิเคราะห์ IROs ทำหน้าที่เชื่อมโยงฐานประเด็นทั้ง 128 ประเด็นเข้ากับการประเมิน Double and Dynamic Materiality โดยช่วยให้เครือฯ เข้าใจว่าแต่ละประเด็นอาจเกิดขึ้นที่ใด ใครหรือสิ่งใดอาจได้รับผลกระทบ ประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลต่อธุรกิจผ่านช่องทางใด และระดับความสำคัญอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต
การวิเคราะห์ครอบคลุม
5 มิติสำคัญ ได้แก่
ลักษณะของผลกระทบ
พิจารณาว่าผลกระทบเกิดขึ้นแล้วหรืออาจเกิดขึ้น เป็นผลกระทบเชิงบวกหรือเชิงลบ เกิดขึ้นทางตรงหรือทางอ้อม และมีแนวโน้มในช่วงเวลาใด
ผู้มีส่วนได้เสียและระบบสิ่งแวดล้อมที่อาจได้รับผลกระทบ
ครอบคลุมพนักงาน แรงงานในห่วงโซ่คุณค่า เกษตรกร คู่ค้า ลูกค้า ผู้บริโภค ชุมชน กลุ่มเปราะบาง ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศ
ตำแหน่งในห่วงโซ่คุณค่า
พิจารณาว่าประเด็นอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดหาและการเกษตร การดำเนินงานของเครือฯ การขนส่งและกระจายสินค้า การใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ หรือในพื้นที่ชุมชนและระบบสิ่งแวดล้อม
ช่องทางที่ส่งผลต่อธุรกิจ
วิเคราะห์ผลต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน ต้นทุน ความพร้อมของทรัพยากร การปฏิบัติตามกฎหมาย การเข้าถึงตลาด ความเชื่อมั่นของลูกค้า ความพร้อมของบุคลากร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่คุณค่า
การพึ่งพาทรัพยากรและความสัมพันธ์
พิจารณาปัจจัยที่เครือฯ ต้องพึ่งพาในการดำเนินงานและสร้างคุณค่า เช่น ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ความสามารถของคู่ค้า ความเชื่อมั่นของลูกค้า การยอมรับจากชุมชน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบการกำกับดูแล
จากการประเมินสู่ผลลัพธ์
จากการประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนทั้ง 128 ประเด็น โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากบริบทธุรกิจ ผู้มีส่วนได้เสีย ห่วงโซ่คุณค่า และการวิเคราะห์ผลกระทบ ความเสี่ยง โอกาส และการพึ่งพา เครือฯ ได้จัดลำดับและสรุปเป็นประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนจำนวน 23 ประเด็น ผลลัพธ์แสดงผ่าน Materiality Matrix ซึ่งสะท้อนทั้งระดับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนระดับความเสี่ยงและโอกาสที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการสร้างคุณค่าในระยะยาวของเครือฯ
