การบริหารความเสี่ยง
ท่ามกลางบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเชื่อมโยงมากขึ้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งดำเนินธุรกิจที่หลากหลายใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ตระหนักว่าความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ สามารถส่งผลต่อการดำเนินงาน ห่วงโซ่คุณค่า ความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และการสร้างคุณค่าในระยะยาว
เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการวางแผนกลยุทธ์และกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยระบุ ประเมิน บริหาร ติดตาม และทบทวนความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม แนวทางดังกล่าวช่วยสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรและการตัดสินใจอย่างรอบด้าน เสริมสร้างความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของธุรกิจ ตลอดจนช่วยให้เครือฯ สามารถดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย
การบริหารจัดการความเสี่ยง
เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับขององค์กร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยมีการกำหนดแนวปฏิบัติด้านการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งองค์กร พร้อมทั้งทบทวนโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงเพื่อกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน รวมถึงการสื่อสารและการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง และการแบ่งปันความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้นำแนวคิด Three Lines of Defense มาใช้ในการบริหารความเสี่ยง โดยเน้นการดำเนินงานในสองแนวป้องกันแรก ดังนี้:
แนวป้องกันที่หนึ่ง: การบริหารความเสี่ยงโดยหน่วยปฏิบัติการ
หน่วยธุรกิจและพนักงานด่านหน้า รวมถึงผู้จัดการความเสี่ยงและหัวหน้าหน่วยธุรกิจ มีหน้าที่โดยตรงในการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงในกิจกรรมประจำวัน ดำเนินมาตรการควบคุม ติดตามตัวชี้วัดความเสี่ยงหลัก และรายงานความคืบหน้าในการลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
แนวป้องกันที่สอง: การกำกับดูแลและสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง
สำนักงานบริหารความเสี่ยงองค์กร และคณะกรรมการด้านการบริหารความเสี่ยงในระดับผู้บริหาร ทำหน้าที่กำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยง นโยบาย และมาตรฐาน ควบคู่กับการให้คำแนะนำและการตรวจสอบความมีประสิทธิผลของการควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามนโยบายภายในและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
แนวป้องกันที่สาม:หน่วยตรวจสอบภายในที่มีความเป็นอิสระ
สำนักตรวจสอบภายในซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระจากฝ่ายบริหาร และรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ ทำหน้าที่ให้ความเชื่อมั่นอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับประสิทธิผลของระบบกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และกระบวนการด้านการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามข้อกำหนด รวมถึงความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน และความเสี่ยงเกิดใหม่
การวิเคราะห์ความเสี่ยง
เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงที่มีความครอบคลุมในระดับองค์กร (Enterprise Risk Management – ERM) โดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยงตามแนวทาง COSO ERM ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อสร้างระบบที่สามารถระบุ ประเมิน ตอบสนอง และติดตามความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
ในขั้นตอนการ ระบุความเสี่ยง (Risk Identification) เครือเจริญโภคภัณฑ์ใช้วิธีการประเมินร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และหน่วยงานบริหารความเสี่ยง โดยมีการวิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายใน เช่น กระบวนการปฏิบัติงาน โครงสร้างองค์กร และการใช้เทคโนโลยี และปัจจัยภายนอก เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กฎระเบียบใหม่ สภาพแวดล้อม และแนวโน้มทางสังคม เพื่อระบุความเสี่ยงทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับปฏิบัติการ โดยใช้เครื่องมือ เช่น SWOT Analysis, PESTEL Analysis, และ Risk Workshops ที่มีการระดมความคิดเห็นจากหลากหลายฝ่าย
สำหรับการ กำหนดขอบเขตความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) เครือฯ ใช้กระบวนการแบบ Top-down และ Bottom-up ร่วมกัน โดยเริ่มจากคณะกรรมการระดับสูงที่กำหนดกรอบแนวทางขององค์กรและความทนทานต่อความเสี่ยงในภาพรวม (Risk Tolerance) จากนั้นหน่วยธุรกิจนำกรอบนั้นไปประยุกต์ใช้ในบริบทของแต่ละหน่วยงาน
เครื่องมือที่ใช้ในการกำหนด Risk Appetite ประกอบด้วยการจัดระดับความเสี่ยง (Risk Rating) ตามความน่าจะเป็น (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) พร้อมการใช้ Heat Map เพื่อจำแนกความเสี่ยงที่ต้องจัดการในระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ Risk Criteria ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ เช่น ความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ ภาพลักษณ์องค์กร หรือความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
Risk Appetite ขององค์กรจะถูกทบทวนเป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือเมื่อมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เช่น การขยายธุรกิจ การลงทุนใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย ทั้งนี้เพื่อให้แนวทางการบริหารความเสี่ยงยังคงทันสมัยและตอบสนองต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้วิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเครือเจริญโภคภัณฑ์โดยตรง ตั้งแต่ความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนพลังงานและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย เครือฯ จึงรับมือผ่านการยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการวางแผนปรับตัวในระยะยาว

เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในหลายธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศและการจัดหาในหลายภูมิภาค เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เครือฯ ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายฐานการผลิตและแหล่งจัดหา การติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และการจัดทำแผนรองรับ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานภายใต้บริบทโลกที่ผันผวน

การปรับโครงสร้างกฎระเบียบด้านการค้าและความยั่งยืนระหว่างประเทศ
ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การตรวจสอบย้อนกลับ และการเปิดเผยข้อมูลกำลังส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา การส่งออก และการทำงานร่วมกับคู่ค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อตอบรับความเสี่ยงนี้ เครือฯ ได้ยกระดับระบบกำกับดูแล การติดตามกฎหมาย การบริหารข้อมูล การประเมินคู่ค้า และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภัยคุกคามและการละเมิดด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
เมื่อธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์พึ่งพาระบบดิจิทัล ข้อมูล และการเชื่อมต่อมากขึ้น ความเสี่ยงด้านไซเบอร์จึงไม่ได้กระทบเพียงข้อมูล แต่ยังเชื่อมโยงกับความต่อเนื่องของบริการ ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และชื่อเสียงขององค์กร เครือฯ จึงบริหารความเสี่ยงนี้ผ่านการเสริมมาตรการป้องกันหลายชั้น การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและตอบสนองเหตุการณ์ การยกระดับความตระหนักรู้ของบุคลากร และการทดสอบความพร้อมของระบบอย่างสม่ำเสมอ

การขาดแคลนแรงงานและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกำลังคน
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและความต้องการทักษะใหม่กำลังส่งผลต่อความพร้อมของกำลังคนในหลายกลุ่มธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ความเสี่ยงนี้อาจกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน คุณภาพบริการ และศักยภาพในการเติบโตขององค์กร เครือฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ การยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร การทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนการรักษาและดึงดูดคนที่มีศักยภาพ
ความเสี่ยงเกิดใหม่
นอกจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจแล้ว เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ โดยพิจารณาจากหลายมุมมอง รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทั้งหมดของเครือฯ คู่ค้า และกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์ผลกระทบในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบที่เหมาะสม

การขาดแคลนทรัพยากรน้ำ
ผลกระทบของความเสี่ยง:
การขาดแคลนทรัพยากรน้ำถือเป็นความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเติบโตของเมือง การขยายตัวของภาคการผลิต และการบริหารจัดการน้ำที่ยังขาดประสิทธิภาพในหลายพื้นที่ทั่วโลก ในปี 2568 หลายประเทศที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินงานเผชิญกับภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ ส่งผลให้การแข่งขันในการใช้น้ำระหว่างภาคการผลิต ภาคเกษตร และภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่มาตรการควบคุมการใช้น้ำจากภาครัฐในบางพื้นที่ ซึ่งกระทบทั้งแผนการผลิตระยะสั้น และการตัดสินใจลงทุนระยะยาว ในขณะเดียวกัน การใช้น้ำในปริมาณสูงในพื้นที่ที่มีทรัพยากรน้ำจำกัดยังอาจสร้างความตึงเครียดกับชุมชนท้องถิ่น และกระทบต่อสิทธิในการดำเนินธุรกิจของเครือฯ
การบริหารความเสี่ยง:
เครือเจริญโภคภัณฑ์บริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำผ่านกรอบการประเมินที่พิจารณาทั้งปริมาณการใช้น้ำของแต่ละหน่วยปฏิบัติการและระดับความเครียดด้านน้ำของพื้นที่ โดยจัดลำดับความเสี่ยงเป็น 3 ระดับและกำหนดแผนการจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ในระดับปฏิบัติการ เครือฯ ใช้หลักการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน หรือ 5Rs ได้แก่ การลดการใช้ การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล การฟื้นฟู และการกู้คืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดปริมาณน้ำทิ้ง พร้อมกำหนดเป้าหมายลดความเข้มข้นการนำน้ำมาใช้ต่อหน่วยรายได้ร้อยละ 20 เทียบกับปีฐาน 2563 นอกจากนี้ เครือฯ ยังได้บูรณาการการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำเข้ากับการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เข้าใจผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินงานอย่างรอบด้านยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของเครือฯ ไม่กระทบต่อการเข้าถึงน้ำของชุมชนในพื้นที่

การล่มสลายของบริการระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมในห่วงโซ่การผลิตอาหาร
ผลกระทบของความเสี่ยง:
ระบบการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมสร้างการพึ่งพิงพันธุ์พืชและสัตว์ในระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บริการระบบนิเวศซึ่งเป็นพื้นฐานของการผลิตทางการเกษตร ทั้งแมลงผสมเกสร จุลินทรีย์ในดิน และวัฏจักรธาตุอาหาร กำลังเสื่อมโทรมลงอย่างสะสม โดยลักษณะสำคัญของความเสี่ยงนี้คือสัญญาณเตือนมักปรากฏช้ากว่าที่ความเสียหายได้สะสมไปแล้วในระดับที่ฟื้นกลับได้ยาก และเมื่อระบบนิเวศถึงจุดวิกฤต การฟื้นฟูต้องใช้ระยะเวลาและต้นทุนสูงกว่าการป้องกันหลายเท่า สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มีการพึ่งพาวัตถุดิบเกษตรจากหลายภูมิภาคและมีธุรกิจปศุสัตว์ขนาดใหญ่ การหดตัวของความหลากหลายทางพันธุกรรมในพันธุ์พืชและสัตว์เศรษฐกิจหลักจากการผลิตเชิงเดี่ยว สร้างความเปราะบางต่อโรคระบาดและความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจส่งผลให้ผลผลิตล้มเหลวในวงกว้างพร้อมกัน นอกจากนี้ ความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่อการประเมินและเปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพตามกรอบ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework และ TNFD กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งองค์กรที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านการเข้าถึงแหล่งทุนในระยะยาว
การบริหารความเสี่ยง:
เครือเจริญโภคภัณฑ์ส่งเสริมแนวทางเกษตรกรรมที่ฟื้นฟูสุขภาพดินและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดำเนินงาน ดำเนินนโยบาย Zero Deforestation สำหรับสินค้าและวัตถุดิบที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทำลายระบบนิเวศ และบริหารจัดการพื้นที่ป่าและระบบนิเวศโดยรอบฐานการผลิตอย่างรับผิดชอบ นอกจากนี้ เครือฯ ลงทุนในการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้สามารถติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทานได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยบูรณาการข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกและประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า เพื่อให้สามารถระบุและหลีกเลี่ยงการจัดซื้อวัตถุดิบจากพื้นที่ที่มีการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้ง เครือฯ ได้เตรียมพร้อมด้านการประเมินและเปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อธรรมชาติตามกรอบ TNFD เพื่อตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย

วิกฤตทุนมนุษย์จากช่องว่างทักษะในยุคปัญญาประดิษฐ์
ผลกระทบของความเสี่ยง:
การนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้ในวงกว้างกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานในอัตราที่เร็วกว่าที่ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมแบบดั้งเดิมจะสามารถพัฒนาบุคลากรทดแทนได้ทัน ที่น่ากังวลคือช่องว่างทักษะที่ขยายกว้างขึ้นพร้อมกันทั้งในระดับแรงงานสายปฏิบัติการและระดับผู้บริหาร ในขณะเดียวกัน การเกษียณของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ สร้างความเสี่ยงจากการสูญเสียองค์ความรู้ที่ยากต่อการทดแทนในระยะสั้น สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มีพนักงานกว่า 460,000 คน ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความยั่งยืน และการบริหารองค์กรข้ามวัฒนธรรม อาจส่งผลให้การดำเนินงานตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ทันในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้
การบริหารความเสี่ยง:
เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ลงทุนในระบบพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องสำหรับบุคลากรทุกระดับ ครอบคลุมทั้ง Reskilling สำหรับงานที่เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยี และ Upskilling เพื่อยกระดับขีดความสามารถให้สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร อีกทั้ง เครือฯ ยังได้พัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษาและพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ วางระบบจัดเก็บและถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงสถาบันเพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียความเชี่ยวชาญ และพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจนเพื่อรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพสูง นอกจากนี้ เครือฯ สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาและทักษะดิจิทัลในชุมชนโดยรอบพื้นที่ดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างฐานแรงงานที่มีคุณภาพในระยะยาวและสอดคล้องกับเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำของสหประชาชาติ และเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเครือฯ

ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนบริบทของการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน
ผลกระทบของความเสี่ยง:
ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงจากข้อกำหนดสมัครใจสู่ภาระผูกพันทางกฎหมายในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กฎหมาย EU Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) กำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินงานหรือห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับตลาดยุโรปต้องดำเนินการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน และรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานและผลกระทบของคู่ค้าทุกระดับ ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเมืองในบางประเทศที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินงาน อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างข้อกำหนดตามกฎหมายท้องถิ่นกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในระดับองค์กรข้ามชาติ และอาจส่งผลต่อโอกาสในการเข้าถึงตลาดส่งออกและแหล่งเงินทุนที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนสูง
การบริหารความเสี่ยง:
เครือเจริญโภคภัณฑ์กำหนดนโยบายสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งหมดและห่วงโซ่อุปทาน โดยอิงหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน เครือฯ ดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence) อย่างเป็นระบบในทุกธุรกิจที่มรการดำเนินงาน ประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าตามมาตรฐานสากล และพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เครือฯ ติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบด้านสิทธิมนุษยชนในตลาดสำคัญเพื่อปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องล่วงหน้า และเสริมสร้างกลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับพนักงาน ผู้รับเหมา และชุมชนในทุกประเทศที่เครือฯ มีการดำเนินธุรกิจ

ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์
ผลกระทบของความเสี่ยง:
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้ในกระบวนการสำคัญของธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน ในขณะที่กรอบการกำกับดูแลและมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงด้าน AI ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาในระดับสากล ความเสี่ยงที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องเผชิญครอบคลุมตั้งแต่การที่โมเดล AI อาจมีอคติ การตัดสินใจของระบบ AI ที่ขาดการกำกับดูแลอย่างเพียงพอ การละเมิดความเป็นส่วนตัวของข้อมูลพนักงานและลูกค้า และความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนจากการนำ AI มาใช้ในกระบวนการบริหารแรงงาน สำหรับเครือฯ ที่มีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต โลจิสติกส์ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการให้บริการลูกค้าในหลายกลุ่มธุรกิจ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในตลาดที่เครือฯ ดำเนินงาน นอกจากนี้ การนำ AI มาทดแทนแรงงานโดยขาดแผนการเปลี่ยนผ่านที่รับผิดชอบอาจสร้างแรงกดดันทางสังคมและกระทบต่อ Social License to Operate ในระยะยาว
การบริหารความเสี่ยง:
เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินการบริหารความเสี่ยงด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในมิติด้าน ๆ อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดนโยบายการใช้ AI ที่ครอบคลุมหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความสามารถในการตรวจสอบของระบบที่นำมาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน พร้อมบูรณาการการประเมินความเสี่ยงด้าน AI เข้าสู่กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร เครือฯ พัฒนาระบบการจัดการข้อมูลที่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในทุกตลาดที่ดำเนินงาน ลงทุนในการยกระดับทักษะด้าน AI ให้แก่พนักงานทุกระดับ และจัดทำแนวทางการประเมินผลกระทบของ AI ต่อแรงงานก่อนการนำระบบใหม่มาใช้ พร้อมแผนการเปลี่ยนผ่านที่รับผิดชอบและช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ นอกจากนี้ เครือฯ ขยายขอบเขตข้อกำหนดด้านการกำกับดูแล AI ไปยังคู่ค้าที่มีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของเครือฯ โดยบูรณาการข้อกำหนดดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกและประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า
การสร้างวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยง
เพื่อให้เครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของการดำเนินธุรกิจ เครือฯ จึงได้ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยงให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร
โดยมีแนวทางดังนี้ การประกาศใช้นโยบายและแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ การทบทวนโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงให้มีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่มากยิ่งขึ้น การสื่อสารและการอบรมด้านความเสี่ยง และการเผยแพร่ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ เครือฯ ยังมีระบบการตรวจสอบภายในที่เข้มงวดเพื่อให้มั่นใจถึงการปฏิบัติตามโปรแกรมการจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด โดยกระบวนการตรวจสอบภายในนี้จะทบทวนและติดตามความสอดคล้องกับนโยบายการจัดการความเสี่ยงที่จัดตั้งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ระบุพื้นที่ที่ต้องการการปรับปรุง และมั่นใจว่ามีการดำเนินการแก้ไขทันทีเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
เจริญโภคภัณฑ์มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานทุกระดับเอาใจใส่ต่องานประจำวันและตระหนักถึงกฎการบริหารความเสี่ยงของเครือฯ เครือฯ จึงได้มีการนำประเด็นด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นหนึ่งในเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน

การอบรมด้านความเสี่ยง
เครือเจริญโภคภัณฑ์จัดหลักสูตรฝึกอบรมด้านความเสี่ยงให้แก่ผู้บริหารและพนักงานเป็นประจำ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่การป้องกันการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบต่าง ๆ ของรัฐบาลและของเครือฯ
Communicate

C.P. Group Risk Intelligence Forum
Risk Network
เครือเจริญโภคภัณฑ์จัด Risk Intelligence Forum เป็นปีที่ 2 โดยมีคุณสุภกิจ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เป็นประธาน พร้อมด้วยสมาชิก Risk Network จากทุกกลุ่มธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความเสี่ยงและแนวการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรที่เป็นเลิศ พร้อมรับฟังองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับสากลด้าน Proactive Risk Management เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและต่อยอดประเด็นความเสี่ยงสู่โอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

CEO Risk Governance Forum
เครือเจริญโภคภัณฑ์ขับเคลื่อนการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กรผ่าน CEO ของกลุ่มธุรกิจเพื่อเสริมสร้างบทบาทผู้นำในการกำกับดูแลความเสี่ยง (Tone from the Top) โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง ที่ชัดเจน พร้อมยกระดับกระบวนการประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุม รอบด้าน และกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
Cultivate

Group-wide One-stop Software Solution
เครือเจริญโภคภัณฑ์ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารความเสี่ยงผ่านระบบ Risk Management Intelligence (RMI) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับการรายงานและติดตามความเสี่ยงของทุกกลุ่มธุรกิจทั้ง 74 กลุ่มธุรกิจ พร้อมทั้งมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง

Centralized Playbook
เครือเจริญโภคภัณฑ์จัดทำคู่มือตัวอย่างแนวทางสำหรับการจัดทำแผนการตอบสนองต่อสภาวะเหตุการณ์ต่างๆ ให้สำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ รวมถึงจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติตามระดับความรุนแรง (Scenario Playbook) เพื่อสนับสนุนให้ทุกกลุ่มธุรกิจมีการเตรียมความพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ สามารถจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตลอดจนรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจด้วยมาตรฐานเดียวกัน
Create

Capability Development Programs
Risk Awareness & RMI Workshops มากกว่า
เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงในรูปแบบผสมผสาน ทั้งการอบรมแบบ On-site และ E-learning เพื่อยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการบริหารความเสี่ยงของพนักงานทุกระดับอย่างเป็นระบบ