‘We Grow… ปลูกเพื่อความยั่งยืน’

12 พฤษภาคม 2563

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเป็นวาระสำคัญของโลกมากขึ้นทุกขณะ ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและหันหน้ามาร่วมมือกันอย่างเข้มข้นกับการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของสภาวะโลกร้อน สำหรับในประเทศไทย มีการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% ในปี 2573 ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การ ‘ปลูกต้นไม้’ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว จึงถือเป็นอีกหนึ่งความหวังสำคัญในการช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ ในฐานะภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอดนับทศวรรษ ได้เปิดตัวโครงการ‘We Grow… ปลูกเพื่อความยั่งยืน’ รณรงค์ให้ทุกหน่วยงาน ‘ปลูกไม้ยืนต้น’ ในพื้นที่เครือฯ ทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนร่วมปลูกป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว หวังช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก ต้นเหตุโลกร้อน มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ Carbon Neutral ภายในปี 2573 อันเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดวิกฤตโลกร้อนก่อนคืนสู่ความยั่งยืน


ประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย
“เราควรต้องปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้ให้ประโยชน์กับมนุษย์ในทุกมิติ”

ปริมาณของพื้นที่สีเขียวจากการปลูกต้นไม้นั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างมากกับวิกฤตภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ในทุกวันนี้บัวบาน ฉบับที่ 13 นี้ ได้ร่วมพูดคุยกับ ประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. องค์กรที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายในปี 2563 และ 2573 เพื่อร่วมกับนานาประเทศในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณประเสริฐสุขได้กล่าวถึงความจำเป็นในการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยลดวิกฤต Climate Change พร้อมเหตุผลร่วมยืนยันว่าทำไมทุกคนจึงต้องร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้ละมือในการ ‘ปลูก... เพื่อโลกยั่งยืน’

ฉายภาพวิกฤต Climate Change ทั่วโลกและเมืองไทย
ราว 25 ปีที่แล้วโลกเริ่มเผชิญภาวะโลกร้อน และคำว่า Climate Change ถูกส่งสารให้คนทั้งโลกได้รับรู้และร่วมมือกันกู้วิกฤต มาจนถึงปัจจุบันนี้ ผู้อำนวยการ อบก. ประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ฉายภาพรวมสถานการณ์โลกร้อนขณะนี้ว่าขยับสู่ระดับ ‘Climate Crisis’ ขณะที่ในหลายประเทศเริ่มใช้คำว่า ‘Climate Emergency’ กันแล้ว ทุกวันนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ไม่เพียงไม่ดีขึ้น หากยังเริ่มวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ
“จากข้อมูลในปี 2561 โลกปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณกว่า 36,000 ล้านตัน โดยจีนเป็นอันดับที่ 1 ประมาณร้อยละ 28 สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่ 2 ร้อยละ 14 สำหรับประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 20 คือประมาณร้อยละ 0.9 ของทั้งโลก ถ้าเทียบในเอเชีย เราเป็นอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย”
ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า หนึ่งในการมองปัญหาโลกร้อนว่าใกล้ตัวเราจนเข้าขั้นวิกฤต คือการตรวจความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ถ้าหากเกิน 450 ppm (Part Per Million) หมายความว่าในอากาศล้านส่วน ถ้ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 450 ส่วนเมื่อใด อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นมหันตภัยต่อชาวโลก ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ทั้งโลกความเข้มข้นของคาร์บอนฯ อยู่ที่ประมาณ 416 ppm (ณ วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563) ดังนั้นเราเหลืออีกไม่ถึง 40 ppm เท่านั้น
“มีข้อมูลใหม่ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการใช้พลังงานในโลกเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป หรือจีน ลดการใช้พลังงาน ฟอสซิล ลดการใช้ถ่านหินลงไปเยอะ หันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น แต่ความจริงที่สำคัญคือ ก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนไดออกไซด์อยู่กับเราเป็น 100 ปี เพราะฉะนั้นมันจะลดไม่ทัน ดังนั้นต้องเป็น การร่วมมือร่วมใจกันทำตั้งแต่วันนี้”
คุณประเสริฐสุขยกกรณีตัวอย่างประเทศจีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เยอะสุด แต่มีความชัดเจนในนโยบายเกี่ยวกับการจัดการเรื่องปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับบางประเทศที่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ มีการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำกลไกต่างๆ มาใช้ เช่น เก็บภาษี หรือใช้กลไกตลาดในการส่งเสริมการลดคาร์บอนฯ ด้วยการรับซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ในขณะที่บางประเทศยังไม่มีนโยบายในระดับประเทศที่ชัดเจน
เมื่อขยับใกล้มาดูประเทศไทย ผู้อำนวยการ อบก. ยืนยันว่าไทยให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันประเทศไทยมีพันธสัญญาในการลดก๊าซเรือนกระจกตามเจตจำนงที่แสดงต่ออนุสัญญา UNFCCC ในการลดก๊าซเรือนกระจก 20-25% ภายในปี 2573 และเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชนต้องร่วมมือกัน
“แต่เดิมเรามองว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นภาระที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันนี้ทุกคนยอมรับแล้วว่าไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน มันเป็นต้นทุนที่จำเป็นในระยะยาว และส่งผลดีกว่า เป็นเรื่องที่ทุกประเทศเห็นความสำคัญแล้วว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่จะลดได้มากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แต่ละประเทศก็ต้องมาช่วยกันอย่างจริงจัง”

บทบาทภาคเอกชนกับการเยียวยาวิกฤตโลกร้อน
ผู้อำนวยการ อบก. มองว่า วันนี้มีความพยายามจากทุกภาคส่วนในประเทศไทยที่ร่วมกันช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะวันนี้ที่ภาคเอกชนไทย มีบทบาทเด่นมากในการนำมาตรการลดโลกร้อนมาดำเนินนโยบายอย่างมีวิสัยทัศน์และสร้างให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน (Co-benefit) เช่น ในการใช้พลังงาน ที่มีการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีงบประมาณสูงขึ้นเพื่อให้เกิดพลังงานสะอาด เมื่อมองภาพรวมถือว่าเป็นการลดต้นทุนต่อหน่วย และมีความยั่งยืนไปด้วย เพราะทำให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน
“บ้านเราตอนนี้ไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าองค์กรใดต้องลดคาร์บอนฯ เท่าใด ถือเป็นการลดด้วยความสมัครใจทำตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งภาคเอกชนในบ้านเราให้ความร่วมมืออย่างจริงจังเพื่อร่วมกันให้บรรลุเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 ที่นายกรัฐมนตรีของไทยแสดงเจตนารมณ์กับเวทีโลกไว้ว่าเราจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 111 ล้านตัน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็มีเป้าหมายร่วมกันที่จะช่วยลดให้ได้อย่างน้อย 300,000 ตัน ภายใน 10 ปีข้างหน้า เป็นความร่วมมือของภาคเอกชนทุกภาคส่วนที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะองค์กรชั้นนำของประเทศที่มีจุดยืนและเป้าหมายที่ชัดเจนไปในทิศทางที่พัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามยังมีองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางที่ยังมีข้อจำกัด จึงต้องหา Incentive หลากหลายรูปแบบไปช่วยสนับสนุน เช่น หากเขาอยากจะเปลี่ยนเครื่องมือหรือลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ภาครัฐจะช่วยได้อย่างไรบ้าง อาทิ การสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่างๆ หรืออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนการลงทุน”

‘ต้นไม้’ ความหวังช่วยลดวิกฤต Climate Change
นอกเหนือจากการขับเคลื่อนของภาครัฐและเอกชนในการร่วมลดโลกร้อนด้วยนโยบายและมาตรการต่างๆ แล้ว หนึ่งในเรื่องใกล้ตัวที่เป็น ‘ตัวช่วย’ ที่ได้ผลดีที่สุดคือการ ‘เพิ่มพื้นที่สีเขียว’ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่อง Carbon Sink ในชั้นบรรยากาศ หรือการสร้างแหล่งดูดซับที่ส่งผลให้ก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในบรรยากาศถูกดูดซับไปกักเก็บไว้ ชี้ชัดว่าถ้าทุกประเทศสามารถช่วยกันรักษา ‘ป่า’ เท่าที่มีอยู่ไว้ได้ไม่ให้น้อยลงกว่านี้จะสามารถช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 20% ของปริมาณที่ปล่อยออกมา 3 หมื่นกว่าล้านตัน
“ผลการวิจัยยืนยันว่าถ้าเราต้องการลดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นไปอีก 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2568 เราต้องปลูกต้นไม้ประมาณ 2.4 พันล้านเอเคอร์ แต่ความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะปลูกป่าทั้งประเทศ เพราะต้องมีส่วนหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัย เป็นโรงงานอุตสาหกรรม เป็นชุมชนเมือง แต่เราก็ต้องรักษาสัดส่วนของป่าไว้ให้ดีด้วย ดังนั้นถ้าเราสามารถรักษาไม้ยืนต้นในโลกนี้ได้ 30-40% จะช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้หลายพันล้านตัน” ผู้อำนวยการ อบก. กล่าว พร้อมอธิบายว่า ถ้าช่วยกันรักษาพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่แล้วและปลูกเพิ่มให้มากขึ้นจะให้ประโยชน์กับมนุษย์ในทุกมิติ เป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ให้ความร่มเย็น เนื่องจากต้นไม้เติบโตขึ้นมาจากการดูดซับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปและปล่อยเอาก๊าซออกซิเจนออกมา ทั้งยังช่วยป้องกันอุทกภัย รวมถึงช่วยดูดซับฝุ่นละอองต่างๆ ที่เผชิญกันทุกวันนี้
“การปลูกต้นไม้และไม้ยืนต้นที่หลากหลายเพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนในชั้นบรรยากาศจะทำให้โลกอยู่รอดยืนยาวมากขึ้น ถ้าเทียบกันแล้วถือเป็นการลงทุนในอัตราที่ไม่ได้สูงมากไปกว่าใช้เทคโนโลยีต่างๆ”

นโยบายส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้น… กลไกสู่ความยั่งยืน
นอกเหนือจากการเป็นความหวังอันดับต้นๆ ในการช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้ว ‘ไม้ยืนต้น’ ยังสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ปลูกได้ทั้งในส่วนของปัจเจกและในภาคธุรกิจ เพราะเนื้อไม้ยืนต้นนั้นมีมูลค่าและความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ และเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ที่กำลังมีความสำคัญมาก
“บรรดาต้นไม้ทุกชนิดสามารถช่วยดูดซับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ทั้งนั้น แต่ไม้ยืนต้นหรือไม้เศรษฐกิจที่เราสามารถนำเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์โดยตรงหรือเพื่อการค้าก็จะดีตรงที่มันโตเร็ว และพอโตแล้วก็สามารถเอามาขายได้ คนปลูกก็จะได้ประโยชน์ด้วยว่าไม่ต้องรอเวลานาน แต่ไม้โตเร็ว ผู้ปลูกสามารถตัดต้นไปขายทำพลังงาน ก็จะได้ประโยชน์ แต่ว่าการปลูกก็ต้องวางแผนในการปลูกให้ดีและมีรอบตัดฟันที่เหมาะสม เช่น แปลงนี้ปลูกก่อน แล้วก็ปลูกแปลงอื่นต่อ ระหว่าง 10 ปีที่ตัดไม้นี้ไป ไม้อื่นก็ขึ้นมาแทน” คุณประเสริฐสุขกล่าว
ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก ในมุมเอกชนมองว่าภาครัฐน่าจะมี Incentive เพิ่มเติม เช่น สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือหากภาคเอกชนช่วยภาครัฐปลูกต้นไม้ สามารถแบ่งสัดส่วน ‘คาร์บอนเครดิต’ ไปใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจการของเอกชนได้บ้าง เป็นการกระตุ้นให้เอกชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้มากขึ้นซึ่ง อบก. เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้การรับรองว่า ปลูกในพื้นที่ไหนแล้วดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไร เกิดเป็นคาร์บอนเครดิตเท่าไร การแบ่งสัดส่วนของคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นขณะนี้ กรมป่าไม้และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณากฎ/ระเบียบ ถ้าเอกชนเข้ามาช่วยปลูกป่าในพื้นที่ของรัฐแล้ว รัฐจะแบ่งสัดส่วนคาร์บอนเครดิตให้ภาคเอกชนอย่างไร
ในกรณีที่เอกชนปลูกต้นไม้ในพื้นที่ของเอกชนเอง ถือเป็นสิทธิ์ของเอกชนเต็มที่ ถ้าเอกชนรายใดมาช่วยปลูกป่าในพื้นที่ป่าชุมชน ตาม พ.ร.บ. ป่าชุมชน มูลค่าตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายปลายปีได้ ซึ่งการที่ภาคเอกชนมีนโยบายที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือเพิ่มพื้นที่ป่าในพื้นที่เอกชนเองถือเป็นสิ่งที่ดีมาก ควรต้องส่งเสริมให้ทำให้เต็มที่ และ อบก. ยินดีที่จะเข้าไปร่วมและช่วยประเมิน ให้การรับรองว่าพื้นที่สีเขียวที่เอกชนปลูกต้นไม้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไร
“การจะปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวใช้ทั้งเวลา งบประมาณ และต้องมีการดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ลำพังภาครัฐเองอาจจะทำได้ไม่เต็มที่... จึงต้องร่วมมือกับเอกชนมากขึ้น พร้อมกับการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้านตัวเองด้วยการปลูกต้นไม้ แม้จะปลูกคนละต้นสองต้นกระจัดกระจายก็ยังดีกว่าไม่ปลูกเลย”

We Grow… ปลูกเพื่อความยั่งยืน
โครงการ ‘We Grow... ปลูกเพื่อความยั่งยืน’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างความตั้งใจจากภาคเอกชน โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผนึกกำลังร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น ตลอดจนกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกให้กับประเทศไทยและโลก
“ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากสำหรับการเป็นองค์กรในประเทศ ที่จะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายองค์กรเริ่มนำไปคิดว่า เราจะทำอะไรเพิ่มขึ้นให้สังคมได้รับรู้และทำเป็น Commitment อย่างจริงจังเรื่องลดวิกฤตโลกร้อน โครงการของซีพีคือการสะท้อนให้เห็นว่า ‘ต้องเริ่มจากตัวเรา’ จากนั้นต้องพิจารณาต่อไปที่ภาครัฐที่ต้องเร่งส่งเสริมให้สังคมเกิดความตระหนักให้มากว่าเรื่องนี้มาถึงระดับ Awareness เต็มที่แล้วในขณะนี้ นอกจากนี้ต้องมีมาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อให้ผู้คนมาร่วมปลูกป่า ปลูกไม้ยืนต้น ซึ่งที่ผ่านมา อบก. เองพยายามกระตุ้นผ่านการสร้างเครือข่ายทุกระดับ เพื่อให้องค์กรเล็กและใหญ่รวมทั้งภาคประชาชนเกิดความกระตือรือร้นด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ยั่งยืน”


พัชรี คงตระกูลเทียน
“การปลูกต้นไม้คือการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยตรง”

เครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะภาคเอกชนชั้นนำของประเทศ ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อนด้วยการประกาศเป้าหมายเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ฟันเฟืองสำคัญในการร่วมผลักดันเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จ ได้แก่ คุณพัชรี คงตระกูลเทียน ในฐานะหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการกำกับ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านความยั่งยืนที่สะสมมายาวนานจากการได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อมของสภาหอการค้าไทย เป็นเวลากว่า 10 ปี เคยเป็นประธานคณะกรรมการ Climate Change ของ กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) และปัจจุบันยังเป็นรองประธานด้านของการนำไปใช้เชิงปฏิบัติ (Implementation) ด้านเจรจาเรื่องของภาวะโลก โดยล่าสุดคุณพัชรีรับหน้าที่ ประธานคณะทำงานโครงการปลูกไม้ยืนต้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ขับเคลื่อนโครงการ ‘We Grow...ปลูกเพื่อความยั่งยืน’ มุ่งหวังคนละมือ ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างน้อยคนละต้น เพื่อลดปริมาณคาร์บอน ต้นเหตุโลกร้อน

บทบาทภาคเอกชนกับการช่วยแก้ปัญหา Climate Change
ตลอดเวลานับทศวรรษ เครือซีพีเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจเอกชนที่ให้ความสำคัญต่อการร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและวิกฤตโลกร้อนล่าสุดเครือฯ โดยคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือฯ ได้ประกาศตั้งเป้าเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ในปี 2573 หรือ การเข้าสู่ความเป็นองค์กร Carbon Neutral
คุณพัชรีฉายให้เห็นภาพรูปธรรมของเครือซีพีที่ได้ดำเนินนโยบายที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา Climate Change อาทิ การช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรยากจนทางภาคเหนือที่ต้องบุกรุกป่าด้วยการส่งเสริมอาชีพการปลูกกาแฟทดแทน ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มรายได้ ด้านเกษตรอุตสาหกรรม เครือฯ ดำเนินการเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพบำรุงรักษาเครื่องจักรให้มีผลิตภาพที่ดี ลดการสูญเสีย ประหยัดการใช้น้ำและไฟฟ้า ไปจนถึงการมียุทธศาสตร์ความสมดุลระหว่างพืชพลังงานกับพืชอาหารเพื่อลดการใช้ฟอสซิล และส่งเสริมให้ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์ ไบโอดีเซล ไบโอแก๊ส (Bio Gas) ไบโอแมส (Biomass) หรือการใช้ชีวมวลจากเศษไม้ทั้งหลาย เครือฯ ยังได้สอนวิธีการคำนวณคาร์บอนเครดิตให้กับสมาชิกของหอการค้า สภาอุตสาหกรรม เพื่อวางรูปแบบที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ โครงการโรงแรมสีเขียว Green Hotel รวมถึงหาวิธีสอนเกษตรกรปลูกข้าวเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน เป็นต้น เหล่านี้คือตัวอย่างหลายมาตรการที่เครือฯ ดำเนินการตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และจากนี้เครือฯ จะผลักดันต่อในเรื่องที่ภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้
“คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลก ถ้าคุณไม่ทำอะไร เขาก็บอกแล้วตรงไหนบ้างที่น้ำจะท่วม เพราะอุณหภูมิมันสูงขึ้น แล้ว Climate Change จะนำไปสู่ภัยพิบัติของโลก ทั้งฝุ่น PM2.5 ทั้งโรคระบาด แล้วคุณยังไปถางป่า ตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มอีก แล้วโลกเราจะยั่งยืนได้อย่างไร ชีวิตลูกหลานเราจะยั่งยืนไหม แต่การปลูกต้นไม้ช่วยทำให้อุณหภูมิลดน้อยลง ขนาดเวลาเราเดินเข้าไปในสวน เรายังมีความรู้สึกเลยว่ามันเย็น ชุ่มชื้น ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ต่อให้ไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้ช่วยเรื่องการลดอุณหภูมิเท่าไร ดังนั้น การปลูกต้นไม้คือการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยตรง”

จาก ‘We Grow... ปลูกเพื่อความยั่งยืน’ สู่ Model... ปลูกไม้เศรษฐกิจสู่มิติยั่งยืน
คุณพัชรีอธิบายถึงหนึ่งในมาตรการสำคัญที่เกิดขึ้นเพื่อสนองตอบการขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral ของเครือฯ คือ โครงการ ‘We Grow... ปลูกเพื่อความยั่งยืน’ ที่รณรงค์ให้มีการปลูกไม้ยืนต้นในหน่วยงาน และส่งเสริมสนับสนุนให้พันธมิตรและภาคีเครือข่ายชุมชนต่างๆ ร่วมกันปลูกเพื่อความยั่งยืน อีกทั้งยังหวังเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทยและโลกใบนี้ โดยมุ่งหวังความร่วมมือจากพนักงานเครือซีพีจากทั่วโลก ราว 3 แสนกว่าคน ถ้าพนักงานหนึ่งคน ปลูกต้นไม้คนละ 3-5 ต้น เราจะได้ต้นไม้ถึง 1.5 ล้านต้น อีกทั้งไม้ยืนต้นหนึ่งต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ ได้ประมาณ 0.3 ตันคาร์บอน โดยโครงการนี้ยังได้สร้างแอปพลิเคชัน We Grow เป็นแอปฯ ที่สนับสนุนการบันทึกการปลูกต้นไม้รวมถึงการคำนวณการลดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเปิดให้ใช้ได้ทั้งพนักงานในเครือฯ และคนทั่วไป
นอกจากการปลูกต้นไม้จะเป็นไปเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว ในมุมของความยั่งยืนยังก่อให้เกิด Business Model ที่ส่งผลดีในระยะยาวต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยคุณพัชรี ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า เครือซีพีเน้นเป้าหมายการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลัก แต่การจะโน้มน้าวให้คนทั้งประเทศหรือนักธุรกิจเจียดที่ดินส่วนหนึ่งมาช่วยกันปลูกไม้ยืนต้น แทนที่จะนำพื้นที่ไปสร้างโรงงานหรือทำอย่างอื่น โดยที่ไม่กระทบต่อแผนธุรกิจของเขาจะต้องคิดเป็น Business Model เพราะไม้ยืนต้นที่ปลูกนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี อย่างไรก็ตามกว่าที่จะเติบโตเริ่มมีเนื้อไม้สมบูรณ์ที่สามารถดูดซับคาร์บอนฯ ได้ ช่วงระยะเวลารอให้ไม้โตเต็มที่ในระยะ 3 ปี 5 ปี และ 10 ปีแรก สามารถปลูกพืชที่ให้รายได้ระยะสั้น ระยะกลาง แซมได้ ไม่ว่าจะปลูกเห็ดโคน กาแฟ โกโก้ สมุนไพร ขณะที่เศษไม้ที่มีเหลือยังสามารถนำไปขายกับโรงงานเพื่อนำไปแปรเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้กับโรงงาน เป็นหนึ่งในกระบวนการความยั่งยืน ที่สามารถปลูกทดแทนได้เรื่อยๆ
ประธานคณะทำงานโครงการปลูกไม้ยืนต้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้มุมมองต่อว่า การสร้างรูปแบบทางธุรกิจที่ดึงดูดจะทำให้ผู้ปลูกเห็นว่าไม้ยืนต้นหลายชนิดมีคุณค่า ตามที่ภาครัฐให้คำนิยามถึง ‘ไม้เศรษฐกิจ’ ที่ใช้เวลาปลูกในช่วง 10 -20 ปี จนตัดเนื้อไม้ได้ ซึ่งไม้ที่มีค่าเหล่านี้ ล้วนเป็นทรัพย์สมบัติส่งต่อให้ลูกหลานได้ ดังนั้นเมื่อภาคธุรกิจเอกชนหันมาร่วมมือใน Business Model นี้จะสามารถสร้างให้เป็นคุณค่าขององค์กร กระทั่งสามารถเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยที่ผ่านมาเครือฯ ได้ร่วมมือกับหอการค้าในการขับเคลื่อนเพื่อให้มีการปลดล็อกมาตรา 7 พ.ร.บ. ป่าไม้ได้สำเร็จ ทำให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าเป็นหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันได้ รวมทั้งยังมีคุณค่าในทางเศรษฐกิจเพราะสามารถขายได้ในราคาหลักแสนจนถึงหลายล้านบาท
“เมื่อต้นไม้สามารถเป็นหลักทรัพย์ใช้ค้ำประกันได้ก็จะช่วยเกษตรกรที่ยากจน ซึ่งเป็นการปลูกพืชให้ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและช่วยดูดซับคาร์บอนฯ ได้ ถือเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร”

huluhub.com
adapazari escort bandirma escort
chaude du sexe katrina kaif hot sex vedio jeune baisee par un vieux www xnxx best video com
ankara escort