[SD STORY] Contract Farming... Partnerships for Growth

8 กุมภาพันธ์ 2562

“ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ เศรษฐกิจต้องยั่งยืน สังคมต้องยั่งยืน แล้วก็สภาวะแวดล้อมต้องยั่งยืนด้วย”


ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ฉายภาพความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นได้จริง ราวกับจะยิ่งตอกย้ำว่าทุกสิ่งบนโลกนี้จำเป็นต้องเชื่อมโยงกัน และสำหรับเมืองไทยเราที่ภาคการเกษตรมีความโดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ของประเทศ จึงไม่อาจละเลยการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปในทุกด้าน ซึ่งก็เป็นโอกาสอันดีที่ ‘บัวบาน’ ฉบับนี้ได้พูดคุยกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัย เพื่อรับทราบถึงมุมมองด้านความยั่งยืนภาคการเกษตร โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลผลิตผ่าน
รูปแบบ Contract Farming


Contract Farming กับมิติ ‘เกษตรยั่งยืน’


จากนิยามที่ดร.นิพนธ์ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิให้ไว้ว่า “Contract Farming หมายถึง ‘สัญญาการค้าขายระหว่างเกษตรกรกับพ่อค้า’ โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกหรือโรงงานแปรรูป เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้ค้าขายกับผู้บริโภคโดยตรง แต่ส่งผ่านพ่อค้าที่อยู่ใกล้กับผู้บริโภคที่สุด”


จึงพอหมายรวมได้ว่า ระบบ Contract Farming เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาภาคการเกษตรในประเทศไทย ไปสู่เป้าหมาย ‘เกษตรยั่งยืน’ ตามที่ถูกระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้นำ Contract Farming มาสนองนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน ส่งผลให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีรายได้ที่มั่นคง ส่วนผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ ก็มีกำลังการผลิตสามารถส่งออกสินค้าที่ได้มาตรฐาน


แม้กระทั่งในมิติแห่งความยั่งยืนด้านการเกษตรที่ให้ความสำคัญเป็นอันดันดับต้นๆ กับ ‘ความปลอดภัยในอาหาร’ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับสุขภาพของผู้คนทั่วโลก ก็ต้องยอมรับว่าระบบ Contract Farming ถือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ผลิตอาหารปลอดภัย หรือ Food Safety ที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก ด้วยเงื่อนไขเกี่ยวกับการส่งออกของบริษัทผลิตอาหาร ทำให้ต้องรักษามาตรฐานการผลิตอย่างเคร่งครัด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกกระบวนการ จึงเชื่อมั่นได้ว่าผลผลิตปลายทางจะมีความปลอดภัยสูง


Contract Farming จากจุดเริ่มสู่ก้าวต่อแห่งความยั่งยืน


“โชคดีที่ประเทศไทยเกิด Contract Farming ก่อนประเทศอื่นๆ ในเอเชีย จากการส่งเสริมของภาคเอกชน โดยในส่วนของการส่งเสริมเลี้ยงไก่เริ่มจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เอาระบบมาจาก อาร์เบอร์ เอเคอร์ส แต่ปัจจุบันนี้ได้ขยายขอบเขตเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เกษตรกรมีความรู้มากขึ้น มีทั้งเทคโนโลยี และมีตลาดรองรับ”


Contract Farming เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ด้วยสาเหตุเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญ นั่นคือเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเลี้ยงไก่ ทำให้ผู้เลี้ยงได้ผลผลิตสูงขึ้น จากอัตราแลกเนื้อ (Feed Conversion Ratio) และอัตราการตายของไก่ลดลง Contract Farming จึงได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น ปัจจุบันรูปแบบของ Contract Farming เปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจ จากการเติบโตของ Modern Trade


“ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติเริ่มขยายฐานสู่ไทยเพื่อสนองตลาดคนชั้นกลาง Contract Farming จึงพัฒนาสู่อีกยุคหนึ่ง โดยซูเปอร์มาร์เก็ตต่างแข่งขันให้บริการที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้รู้จักความต้องการของลูกค้า จึงถ่ายทอดความต้องการของลูกค้าไปยังเกษตรกรว่าลูกค้าอยากได้แบบไหน มะม่วงต้องน้ำหนักขนาดนี้ ทุเรียนต้องตัดกี่วันก่อนสุก เป็นต้น จากนั้นขยับไปถึงจุดที่มีการไปคุยกับกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มที่มีฝีมือให้ผลิตสินค้าให้ เกิดเป็นการทำ CSR องค์กร เช่นเดียวกันกับองค์กร NGO ในต่างประเทศที่รณรงค์เรื่องอาหารปลอดภัย อยากได้ของมีคุณภาพไปขายในยุโรป เพื่อให้ผลตอบแทนคืนกับเกษตรกรในราคาที่คุ้มค่า ลักษณะเหมือนกลุ่มสหกรณ์ สุดท้ายยังมีอีกหนึ่งกลุ่มวิวัฒนาการ คือบริษัทผลิตอาหารรายใหญ่เริ่มเข้าไปหาเกษตรกรโดยตรง เพราะเล็งเห็นว่ากระแสโลกต้องการอาหารที่ปลอดภัย ถ้าบริษัทนั่งอยู่เฉยๆ อาจจะแพ้ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีทางเลือกให้ตรงความต้องการผู้บริโภค ก็เลยลุกขึ้นมาดำเนินการส่งเสริมเรื่องการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่ภาคเกษตรเราเป็นภาคเปิด อะไรดีที่เข้ามา เช่น องค์กรมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ เราเปิดรับหมด


“ดังนั้น พัฒนาการของ Contract Farming จึงมาถึงยุคที่การผลิตของเกษตรกรเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของข้อตกลงใดๆ ก็ตาม เนื่องจากผมเดินทางไปประชุมวิชาการค่อนข้างเยอะ สำหรับวิวัฒนาการของระบบสัญญาระหว่างเกษตรกรกับผู้ขายในตลาดวันนี้ เมืองไทยก้าวมาถึงระดับที่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียแล้ว ผมคิดว่าเราก้าวหน้าที่สุดในเรื่องนี้”


Contract Farming ในมิติที่ไร้มายาคติ


นอกเหนือจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ผู้ซื้อ (บริษัทคู่สัญญา) ต้องควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนของเกษตรกร และมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) เพื่อให้อาหารส่งถึงมือผู้บริโภคอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ตอบโจทย์ความยั่งยืนส่วนหนึ่งแล้ว ก็ยังมีอีกหลากหลายมิติความยั่งยืนที่เกิดจากระบบ Contract Farming


“ปัจจุบัน Contract Farming ได้ วิวัฒนาการไปสู่จุดที่ก่อให้มีการจ้างงานเพิ่มเติมในชนบท เพราะเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนที่นอกจากจะรวมตัวกันผลิต เช่น การปลูกผักปลอดภัยแล้ว วิสาหกิจชุมชนยังตั้งโรงเรือนคัดและบรรจุขึ้นในชุมชน ทำให้มีการจ้างงานคนในชุมชนในกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่การจ้างแรงงานเก็บผัก พอเก็บเสร็จก็ต้องมีโรงเรือนในการคัด ทำความสะอาด บรรจุหีบห่อ ก็ต้องจ้างคนในท้องถิ่น เมื่อเกิดการสร้างงานอย่างนี้ได้ คนก็ไม่ต้องย้ายเข้าเมือง มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในชนบทมีงานทำ ซึ่งไม่ใช่งานเกษตรกรรม แต่เป็นลักษณะงานในอุตสาหกรรมแปรรูป นี่คือความยั่งยืนของการพัฒนาอีกมิติหนึ่ง”


แม้ท้ายที่สุดแล้วความร่วมมือระหว่างผู้จ้างกับผู้ผลิตจะส่งผลสำเร็จในเรื่องความมั่นคงทางรายได้ หากแต่ต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาระบบ Contract Farming มักถูกมองในภาพลบ และยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากเกี่ยวกับความเป็นธรรมในสัญญาจ้างผลิตถึงขนาดถูกประทับตราเรียกขานว่าเป็น ‘สัญญาทาส’ และเกษตรกรก็คือ ‘ลูกทาส’


“Contract Farming จะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายไว้ใจซึ่งกันและกัน (Trust) งานวิจัยที่เราทำกันมาเป็นเวลา 20 กว่าปี พบว่ามีการเบี้ยวกันทั้งสองฝ่าย ทั้งฝั่งเกษตรกรเบี้ยวบริษัทที่ทำสัญญา เมื่อราคาตลาดมันสูงกว่าราคาในสัญญา หรือถ้าเมื่อไรราคาตลาดต่ำมาก บริษัทก็เบี้ยวเกษตรกร ไม่มาซื้อตามตกลง สุดท้ายแล้วไปไม่รอดทั้งคู่ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป บริษัทที่ทำผิดสัญญาก็อยู่ไม่ได้ ส่วนบริษัทที่ทำดีมีความซื่อสัตย์ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และหลายบริษัทใหญ่เดี๋ยวนี้ขยับมาทำสัญญากับวิสาหกิจชุมชน ต่างจากสมัยก่อนที่ทำสัญญากับเกษตรกรรายเดี่ยว ทำให้กลุ่มมีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกันในการค้าขาย เป็นบริบทหนึ่งที่ทำให้การค้าเกิดความยุติธรรมและยั่งยืน


“ถามว่าทุกวันนี้ยังมีการผิดสัญญากันไหมทั้งสองฝ่าย มีครับ ทางแก้ไขสำหรับผมคือทั้งสองฝ่าย ทั้งเกษตรกร ทั้งบริษัทธุรกิจการเกษตร ต้องร่วมมือกัน ในด้านการทำธุรกิจบนพื้นฐานของ ‘ความไว้วางใจ’ กัน เพราะว่าสัญญาเหล่านี้เป็นสัญญาระยะยาว ถ้าเราอยากจะทำงานกันในระยะยาว ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าบางครั้ง บางช่วง บางฤดู มันมีการได้เสียนะ แต่เราอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้หรือเปล่าในระยะยาว ในภาษาวิชาการถึงเรียก Contract Farming ว่าเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว เหมือนคู่สามีภรรยาที่มีทะเลาะกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทะเลาะกันแล้วยังสามารถปรับความเข้าใจ แล้วอยู่ด้วยกันได้ เป็นวิวัฒนาการที่เราจะสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวในการค้าขายซึ่งกันและกัน ผมเรียกมันว่าสัญญาการทำธุรกิจ คือเอาความสุจริต ความตั้งใจ มองผลประโยชน์ระยะยาวของทุกฝ่ายเป็นที่ตั้ง อะไรที่เป็นปัญหาต้องร่วมมือกันแก้ไข


“Contract Farming จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วยว่าซื่อสัตย์สุจริตต่อกันไหม เพราะเงื่อนไขความสำเร็จของระบบนี้ต้องประกอบด้วยบริษัทมีเทคโนโลยีสนับสนุนผู้ผลิต มีตลาดมูลค่าสูง เกษตรกรลงทุนในด้านเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต พัฒนาความรู้ และทักษะ จากการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และคู่สัญญาซื่อสัตย์ไม่บิดพลิ้วซึ่งกันและกัน”


ข้อมูลและความรู้คือหัวใจสู่ความสำเร็จ


“จากการศึกษาข้อมูลพบว่า เกษตรกรในระบบสัญญามีรายได้สุทธิสูงกว่านอกสัญญา ซึ่งผลตอบแทนนั้นไม่ใช่มาจากการมีที่ดิน แต่มาจากความรู้ ทักษะ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ Contract Farming เป็นระบบที่ผู้จ้างสนับสนุนข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี แต่ก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรต้องสามารถปรับตัว เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง เป็นความรู้ที่บรรยายให้หมดเปลือกไม่ได้ ต้องลงมือทำเอง เวลานี้เราเห็นเกษตรกรปลูกกล้วยหอม ปลูกพริก รายได้ดี สักพักคนอื่นแห่ปลูกตาม แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในความเป็นจริงคือเราต้องลงทุนในสิ่งที่ควรจะลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้”


ที่มาข้อมูล - หนังสือ ‘ชนบทไทย จากอดีตสู่อนาคต’ จามะรี เชียงทอง จัดทำโดย แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.)